the mist

posted on 28 Feb 2008 23:48 by doxdoxchan  in movie

the mist











เมื่อหลายปีมาแล้ว มีหนังเรื่องนึง ที่เนื้อเรื่องประมาณว่าเป็นเมืองๆนึง
แล้วมีหมอกมาปกคลุม จะค่อยๆฆ่าคนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าในหมอกมีอะไร?

นั่นคือ เรื่อง the fog

The image “http://thisdistractedglobe.com/wp-content/uploads/2007/08/The%20Fog%20poster%201.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

เนื้อเรื่องที่ the fog เหมือน the mist ในช่วงแรกคือ
เป็นเรื่องของเมือง และมีหมอกเข้ามาฆ่าคนไปเรื่อย

แต่ the fog เลือกที่จะจบแบบ นอย คือ กลายเป็นวิญญาณของอนุสาวรีย์อะไรซักอย่าง
(จำไม่ค่อยได้แล้ว) แต่ใน the mist ดูมีพล็อตเรื่องที่เตรียมเอาไว้ดีกว่าเยอะ
ยังอยู่กับประเด็นเดิม และ ไม่ออกทะเลเหมือน the fog


the mist


http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/a/a1/The_Mist_poster.jpg

จากนิยายของ Stephen King นักเขียนอารมณ์สยองขวัญ
the mist มีพื้นฐานเดิมจาก the fog คือ มีหมอกเข้าเมือง
แต่การวางโครงเรื่องซับซ้อนกว่านั้น คือไม่ใช่ต้องการสื่อว่าในหมอกมีอะไร
แต่ยังสื่อถึงความเป็นคน เกียรติยศ อำนาจ ศักดิ์ศรี ความเชื่อ ความรัก

กลุ่มคนที่หลงคิดว่าการหลบอยู่ในซูเปอร์มาเกตจะเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุด
เพื่อหลบสัตว์ประหลาด(อะไรก็ไม่รู้) กลับกลายเป็นเป้านิ่งให้สัตว์ประหลาดซะงั้น

เมื่อคนเราเกิดความกลัว เจอเรื่องคับขัน สันดานที่แท้จริงของทุกคนจะปรากฎ
ในเมื่อทุกๆคนกลัวเท่าๆกัน แต่อยู่ที่จะว่าใครจะหาที่ยึดได้ก่อน

แต่สิ่งที่ทำให้ตัวเรายังเป็นมนุษย์ได้อยู่ และหนังเรื่องนี้ได้ยกตัวอย่างถึง
ความเป็นวัฒนธรรม กับ เทคโนโลยีที่สูงขึ้น ชนชั้นที่สูงขึ้นเหมือนคนได้ยกระดับที่ชีวิตตัวเองแล้ว
แต่เมื่อเกิดเหตุร้าย คนก็จะกลับสู่สัญชาตญาณของสัตว์ป่า อารมณ์ 10000 BC.

http://lvl426.files.wordpress.com/2007/06/imagen-the-mist-monster.jpg

สถานที่คือ ใน ซูเปอร์มาเกต เมื่อมีคนรู้ว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ข้างนอกเกิดจากหมอก
ก็จะมีคนบางกลุ่มที่ไม่เชื่อ และคิดว่า ผู้อื่นบ้า
ถ้าโลกแห่งความจริงก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก หรือถ้ามันมีจริงๆ
ตัวละครในเรื่อง เช่น ทนาย เมื่อถูกยกระดับฐานะทางสังคมให้สูงขึ้น
ก็อยากจะรักษาเกียรติไว้ โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งนั้น
คิดว่าตนเองเป็นใหญ่ที่สุด สิ่งที่มนุษย์พัฒนาจากมนุษย์ยุคหินคือ (ที่คิดว่า) ยกระดับชีวิต แล้ว

แต่เมื่อความกลัวเกิดเท่ากัน และ อยุ่ในสถานที่เดียวกัน
มันก็คือ ความเสมอภาค ไม่มีตำแหน่งหน้าที่อะไรทั้งนั้น
เหมือนทุกคนพร้อมที่จะรอความตายกันได้ทุกคน
ต่อให้เมิงมียศมากแค่ไหน สุดท้ายเมิงก็ตายอยู่ดี
เมื่อความเสมอภาค เกิด ก็จะมีผู้นำตามมา
อาจจะมีทั้งผู้นำที่ดี ที่จะช่วยเรารอดพ้นจากวิกฤติ หรือ ผู้นำที่ทำให้เราเชื่อโดยเคร่งทางศาสนา

The image “http://us.movies1.yimg.com/movies.yahoo.com/images/hv/photo/movie_pix/dimension_films/stephen_king_s_the_mist/marcia_gay_harden/mist1.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

ความเชื่อ ความงมงาย ความศรัทธา ของคน เป็นสิ่งที่ห้ามได้ยากมากที่สุด
อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทุกคนมีความแตกต่าง จะเลือกเชื่อสิ่งใดก็ไม่เหมือนกัน
เหมือนบางกลุ่มในเรื่องที่เคร่งในคำสอนของพระเจ้า จนไม่เห็นอะไร และยอมฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
โดยการสังเวยเลือด?

มนุษย์เมื่อไม่มีสติ ก็เหมือนกับสัตว์ร้าย ไม่ต่างอะไรจากสัตว์มากไปนักหรอก
ฆ่ากันเองได้ กลัวเป็น แต่สิ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์คือ
การแยกแยะได้ว่าสิ่งใดผิดชอบชั่วดี

Thomas Jane , William Sadler and Marcia Gay Harden in Dimension Films' Stephen King's The Mist

















กูอาจจะหมายถึงว่า คนที่เชื่อในศาสนา คือเมื่อคนอ่อนแอ ก็ต้องการที่พึ่ง
และสิ่งที่เข้ามาในตอนนั้นในจิตใจที่หวาดกลัวคือ พระเจ้า
ก็เหมือนเข้าสู่ยุคหิน ที่เชื่อว่ามีหมอผีแม่มด อารมณ์นั้น
พวกนี้เชื่อจนเกินไปจนถึงขนาดฆ่าคน

กลับกลายเป้นว่า มนุษย์ควรโดนสัตว์ประหลาดกิน กลายเป็นว่าฆ่ากันเอง

Nathan Gamble and Thomas Jane in Dimension Films' Stephen King's The Mist

สิ่งที่ทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยนมากขึ้น คือ ความรัก
พ่อและลูก ความห่วงใยที่ต้องการจะช่วย
จิตใต้สำนึกที่ดี และ ความกลัวที่จะติดเป็นตราบาป ไปตลอดชีวิต
โดยพื้นฐานเชื่อว่า ทุกคนเป็นคนดี แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมที่ต่างออกไป
กลับหล่อหลอมให้จิตใจเสื่อมลงหรืออะไรก็ตาม
แต่เมื่อเป็นแบบนี้ ทุกคนจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น

นอกจากหนังจะเล่นประเด็นสัตว์ประหลาดบุกโลก
ยังเล่นจิตวิทยาทางสังคมของมนุษย์ ทำให้กูรู้สึกว่า วิชา สังคมที่เรียนไปตอนม.6
มันจริงๆด้วย (นึกถึง GE นิดนึงด้วยก็ได้)

มนุษย์มีวิวัฒนาการ และ พัฒนาการ ทางร่างกายและสมอง
เมื่อสมองใหญ่ขึ้นก็จะคิดได้เยอะขึ้น และมีความซับซ้อนทางร่างกายมากขึ้น

แต่กลายเป็นว่า โลกแห่งความจริง เรื่องนี้จบที่ว่า
คนที่เชื่อพระเจ้าชนะ คนที่อยู่เฉยๆในซูเปอร์ชนะ
กลุ่มพระเอกที่กล้ากลับต้องฆ่าตัวตายเพราะหนีไม่พ้น
แต่คนที่เจ็บที่สุดก็คือ พระเอก เอง (ไม่บอกว่าทำไม)

หนังเรื่องนี้ดี เพราะกูดูแล้วสนุก หวาดเสียวตาม
นอกจากได้สารกระตุ้นอะดรินาลีนแล้ว ยังได้ใช้สมองอีก
เพิ่งเข้าวันนี้ ไปดูกันได้

(กูอินกับวิชาสังคมมาก)

Jeffrey DeMunn , Laurie Holden , Frances Sternhagen , Thomas Jane and Nathan Gamble in Dimension Films' Stephen King's The Mist

A scene from Dimension Films' Stephen King's The Mist
 
Thomas Jane and Laurie Holden in Dimension Films' Stephen King's The Mist
 
 

edit @ 28 Feb 2008 23:50:28 by doxdoxchan

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet