ดรีมทีม

ผู้กำกับเมล์นรกหมวยยกล้อ และ ขนนักแสดงกลุ่มเดิม
กลับมา ใน ดรีมทีม ที่มีโฟร์ กับ เหล่าเด็กๆ มาร่วมด้วย
ความน่ารักของเด็ก และเนื้อเรื่องที่มีครบทุกรส
ไม่ว่าจะเป็น comedy drama แค่นี้ก็เกินพอแล้วสำหรับเรื่องนี้
นานแล้วที่ไม่ได้ดูหนังอย่างเพลินใจ ปล่อยใจให้ไหลไปตามท้องเรื่องของหนัง
หนังที่ดูได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในช่วงเวลาปิดเทอมนี้เหมาะจริงๆ
ที่ไปดูกับครอบครัว :]
ดูผ่านๆเนื้อเรื่องหลักคือ ต้องการสื่อว่า เด็กไปแข่งชักเย่อ (ชัก-เย่อ)
แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น
การเสียดสีสังคมไทย - ที่คนไทยไม่สนใจวิทยาศาสตร์ชาติถึงไม่เจริญ
การไม่เชื่อกฎกติกา(ตอนที่พ่อแม่เข้าไปใกล้เวทีตอนรอบชิง)และ ค่านิยมที่คนที่ชนะคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด
สิ่งที่ผู้ใหญ่คาดหวังกับเด็ก คือ การต้องเอาชนะ และเป็นที่หนึ่ง
มันก็ทำให้เด็กเครียดตามไปด้วย
เมื่อมองกลับไป สังคมไทยก็เป็นเช่นนี้(ส่วนมาก)
หายาก กับการที่พ่อแม่จะบอกว่าลูกไม่ต้องเครียด ชอบอะไรก็ทำไปเถอะ
นี่ขนาดเป็นเด็กอนุบาล ก็ยังใส่ความเครียดและความกดดันลงที่ตัวเด็ก

เมื่อการเอาชนะ การมีหน้ามีตาในสังคมเป็นที่หนึ่งสำหรับคน(กลุ่มหนึ่ง)ในยุคนี้
ค่านิยมที่มีเกียรติ ร่ำรวย และอยู่เหนือผู้อื่นจึงถูกส่งต่อมาถึงเด็ก
เด็กที่ยังคงมีจินตนาการ เด็กที่ยังคงอ่อนต่อโลก ไม่รับรู้อะไร
เด็กที่ยังสามารถหล่อหลอมเขาให้เป็นในแบบของเขาเองได้(คือการเป็นตัวของตัวเอง)
แต่ การเอาชนะ ทำให้เด็กบางคน ต้องสูญเสียการเป็นตัวของตัวเองไป
ในวัยเด็กสิ่งที่เด็กอยากทำคืออะไร
คือการเล่นกับเพื่อน เด็กบางคนอาจจะใช้การเล่นเป็นการสร้างเสริมทักษะทางจินตนาการ หรืออะไรก็ตาม
แต่เด็กบางคนที่ถูกพ่อแม่ยัดเยียดให้เรียนพิเศษ เพื่อสอบเข้าป.1 อะไรแบบนี้
มองกลับไปอีกที สมัยเรา อนุบาล เรียนพิเศษรึยัง?
ฉันเริ่มเรียนพิเศษตอนม.4 แต่เด็กสมัยนี้เริ่มเรียนพิเศษกันตั้งแต่ประถม
คาดว่าต่อไปในอนาคตคงเรียนพิเศษกันตั้งแต่อนุบาล
สิ่งเหล่านี้ที่สังคมยัดเยียดมาให้ คือ การกดดันของเด็ก และส่งผลให้เด็กเครียด
นอกจากนั้น ยังมีปัญหากับผู้ใหญ่
เมื่อเราตอนเป็นเด็ก เรามองปัญหาของเราคือเรื่องใหญ่
แต่ผู้ใหญ่กลับมองปัญหาเราเป็นเรื่องเล็ก
มันก็เหมือนกันที่ว่า การแข่งชักเย่อ ตอนแรกที่ฉันดูฉันยังแบบ
อะไรเนี่ย? แต่มันกลับกลาย ว่า ความพยายาม ความมุมานะของเด็ก
ที่แสดงให้เห็นว่า การแข่งชักเย่อ มันก็เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน
ปัญหาอีกหลายคือ
- การที่เด็กถูกเพื่อนหัวเราะในห้องเรียน (แบบถูกหาว่าเป็นเอดส์)
ถึงขนาดเอากลับไปบอกพ่อแม่ แต่พ่อแม่ก็สนใจน้อย (ชอบอ้นมาก เป็นอะไรกับ 3 ห้องน้ำ? 55 5)
- การที่เด็กสูญเสียคนที่รักตั้งแต่เด็ก แล้วกลัวความผิดหวัง กลัวการสูญเสียอีก
เมื่อสูญเสียหรือถูกผิดสัญญา ก็ทำให้เหงาเศร้าซึมได้ง่ายกว่าเดิม
- เด็กที่มีโรคประจำตัวพ่อแม่จะเลี้ยงอย่างประคบประหงม หรือจะให้ลูกออกกกำลังกายมากเกินพอดี
และคาดหวังว่าลูกจะหายเพราะการออกกำลังกาย มันไม่ใช่!
หนังเล่นประเด็นหัวข้อหลักได้ดี ที่ว่าความคิดของผู้ใหญ่ การมองโลกของผู้ใหญ่
และความคิดของเด็กการมองโลกของเด็ก
ที่เมื่อทุกคน เป็นทุกคนจริงๆ เมื่อเป็นผู้ใหญ่จะลืมความคิดในวัยเด็กและมองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย
ทั้งที่จริงตนเองก็เคยเป็นเด็กมาก่อน แต่กลับลืมช่วงเวลานั้นไป
หนังดีจริงๆ อยากให้ไปดูกัน ด้วยความน่ารัก(ของเซน1 ชอบมากกกกกกกก )
และน้องหัวล้านก็น่ารักอยู่ โฟร์เรื่องนี้ดูมีเสน่ห์กว่าไปเต้นกามิกาเซ่นะ
ซูโม่ กิ๊กก็เล่นได้ดี ดูแล้วเป็นผู้นำของเรื่องและสามารถประคองเรื่องได้ดี
ส่วนบทพ่อแม่ก็ขนนักแสดงจากเมล์นรกมา 555 (อ้นคลอดลูกแล้วเป็นเอดส์ 55 5)

ตอนที่เศร้าสุดน่าจะเป็นตอนที่ หัวแก้ว ไม่ได้ลงซักที
ฉันก็กลับมาคิดเหมือนกันว่า อุปสรรคของการเป็นนักกีฬาคือสุขภาพ
ต่อให้เป็นโรคหอบ และมีทางแก้แต่หายไม่ขาดยังไง
คนก็จะมองว่าตัวเรามีตำหนิไปตลอดเวลา
มองกลับไปในสังคมแล้ว สังคมแล้วมีแบบนี้กันทั้งนั้น
เมื่อใครมีตราบาปติดตัว ต่อให้จะทำดีซักเท่าไหร่ แต่เลวครั้งเดียว
มันขาดความน่าเชื่อถือ ทำให้ฉันคิดว่า
ใครเป็นคนกำหนดค่าแบบนี้ขึ้นมา
ความไม่เชื่อใจกัน พอคนเราโตเป็นผู้ใหญ่ไง จะมองโลกในแง่ร้ายมากขึ้น
แต่ด้วยความเป็นเด็กและยังมองโลกในแง่ดีอยู่
หัวแก้วเชื่อว่า ซักครั้งที่เขาจะได้ลงแข่ง และหนังทำไม่ผิดหวัง
ที่ให้หัวแก้วลงแข่ง (ถ้าทำให้ไม่ได้ลงแข่งแล้วแพ้คงดราม่ากว่านี้เหมือน The mist ที่จบแบบไม่ happy นัก )
ถ้าไม่มีอะไรทำตอนปิดเทอม หรือ ไม่ได้เรียนซัมเมอร์
ลองชวนพี่ๆน้องๆ พ่อแม่ ไปดู ดรีมทีม กัน !
/ชอบน้องเซน 1 มากๆๆๆเร้ยยย !!
/กดเพื่อฟังเพลงฮะ พื้นที่เล็กๆ เขียนเรื่องนี้แล้วนึกถึงเพลงนี้เลย!!


#1 By kwanrudee2533 (202.29.38.245) on 2008-08-20 13:57