A moment in June
posted on 01 Nov 2008 18:49 by doxdoxchan in movieA moment in June
do you believe in second chances?

มีโอกาสได้ดู A moment in June ในรอบไม่แรก ของเทศกาลหนังโลก
ว่ากันที่การจัดการของเทศกาลหนังโลกก่อน โดยส่วนตัวชอบมากเลยที่
1. ได้ฝึกภาษาอังกฤษ ในช่วง Q&A 55555
2. มี Q&A นี่แหละ ที่บางทีเราดูหนังเรื่องนี้จบออกจากโรงก็อืม ก็ดี ไปคิดต่อ
แต่ไม่รู้ว่าสารที่แท้จริงที่ผู้กำกับส่งมาให้นั้น เราคิดถูกต้องรึเปล่า ดังนั้นการมี
ตอบคำถามก็เป็นเรื่องดี (ถึงบางอันจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องบ้างก็เถอะ TT)
จบเรื่องของเทศกาลที่เขาจัด ว่ากันที่ตัวหนัง
A moment in June ว่าด้วยเรื่องประเด็นหลักคือ ความรักและโอกาสครั้งที่สอง
ที่ในตัวหนังพูดประโยคหนึ่งว่า โอกาสมันแปลกดีที่ไม่ได้วิ่งมาหาเราแต่เราต้องวิ่งหามันเอง
เรื่องนี้เป็นเรื่องของ คู่รัก 3 คู่ ที่เกิดในช่วงเวลาที่ต่างกันจนความจริงอาจจะกลายเป็นเพียง
2 คู่ หรือจริงๆแค่ 1 คู่ก็ได้ เล่าเรื่องย่อให้ฟังไป ก็คงไม่รู้เรื่อง 12 กุมภาพันธ์นี้ คงรู้เอง :)
ในตัวหนังสนุกดีที่ Timeline มันวนไปวนมา และการตัดฉากที่ดีที่ใช้เพลง ท่าฉลอม เชื่อมต่อ
ซึ่งมันยากที่มีตั้ง 3 คู่ แต่ก็ทำได้เนียนไม่เลวร้าย แต่ช่วงหนังๆกลายเป็นตัดฉับไปหน่อยก็เถอะ
คู่แรก ปกรณ์ และ พล
คู่เกย์ที่รักกัน แต่มีเรื่องทะเลาะกันจนถึงขนาดไม่พูดกันเป็นเดือน ต่างฝ่ายต่างก็อยากจะมาคืนดีกัน
จนพล เลือกที่จะเดินทางไปเชียงใหม่ เพื่อขอเวลาคิด และ พล ก็รอเวลาที่ปกรณ์จะกลับมา

คู่ที่สอง ว่าที่เจ้าสาว และ เพื่อนเจ้าบ่าว
ตัวของเจ้าสาวนั้น กำลังจะแต่งงานกับเจ้าบ่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งและเจ้าบ่าวได้ขอร้องให้เพื่อนสนิท
เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ซึ่งเพื่อนเจ้าบ่าวนั้นก็มีภรรยาที่ตั้งครรภ์อยู่แล้ว แต่เจ้าบ่าวต้องไปทำธุระที่ญี่ปุ่นจึง
เลื่อนการแต่งงานไป ช่วงเวลาที่เลื่อน ว่าที่เจ้าสาว ก็ได้รักกับ เพื่อนเจ้าบ่าว ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นทำให้
เรื่องเปลี่ยนไป ถึง 27 ปี

คู่ที่สาม อรัญญา และ กรุง
อดีตคนรักเก่า ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องห่างกันไป แต่ฝ่ายหญิงไม่เคยลืมฝ่ายชายเลย ซึ่งในตอนนี้ฝ่ายชาย
ได้หมดรักฝ่ายหญิงแล้ว แต่ต่างฝ่ายก็ยังรอซึ่งกันและกันอยู่
ทั้ง 3 คู่ 6 คนนั้น ได้เชื่อมโยงกันผ่านบทเพลง และ ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
ในตัวหนังที่สร้างให้กลุ่มนักแสดงทั้ง 4 เล่นตามบทที่เขียนให้จากอรัญญา ซึ่งบางฉากก็เป็นเเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
บางฉากที่ตัดเป็นละครเวทีคือ น้อย และ นุ่น ตัวจริงที่เป็นนักแสดง แต่น้อยและนุ่นในเรื่อง คือ อรัญญา และกรุง ในอดีต
อรัญญา และ กรุง (น้อยและนุ่น) ปี 2515
ในตัวกรุงเอง คงมีความรู้สึกผิดลึกๆที่ เมียตนเองก็จะคลอดลูกแล้วแต่ก็ยังมาแอบพบกับเจ้าสาวของเพื่อนสนิท
ที่เป็นความรักที่เป็นไปไม่ได้ทั้งคู่ ไม่ว่าจะ รักเจ้าสาวของเพื่อน และ รักผู้หญิงอื่นทั้งที่มีภรรยาแล้ว แต่หนังต้องการสื่อถึงความรัก มากกว่าการถูกต้องตามจรรยาบรรณและศีลธรรม และ ประเด็นหลักคือ โอกาสครั้งที่ 2 ที่ทั้ง กรุง และ อรัญญาได้รอโอกาสนี้อยู่
สุดท้ายคนรักของทั้งกรุงและ อรัญญา ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด (ก็คือเป็น ม่ายทั้งคู่) แต่กรุงเลือกที่จะทิ้งโอกาสในตอนแรกที่อรัญญา
รออยู่ที่สถานีรถไฟไป เพื่อรอโอกาสครั้งที่สอง แต่โอกาสนั้นมักไม่วิ่งมาหาเรา กรุงก็รอโอกาสถึง 30 ปี
อรัญญาเลือกที่จะวิ่งเข้าหาโอกาส นั่งรถไฟมา ลำปางถึง 2 ครั้งแต่ก็ไม่กล้า ที่จะให้โอกาสตัวเอง จึงได้กลับไป
จนครั้งที่ 3 ที่ได้เจอกับ พล (คู่ของปกรณ์และพล) เมื่อการที่เรื่องตนเองได้ถูกถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง ได้เล่าออกมา มีน้ำเสียง
ก็ทำให้เราหวนกลับไปและเกิดความมั่นใจมากกว่าเดิม

พล และ ปกรณ์ ปี 2542
คู่ของ พล และปกรณ์ ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการจะกลับมาคืนดีกัน กลับเหมือนคู่ของ อรัญญาและกรุงในปี 2515
ที่ต่างฝ่ายต่างรักกัน แต่ทิ้งโอกาสไปทั้งคู่ แต่โชคดีที่คู่ของพล ยังมีเวลาที่จะตัดสินใจที่จะทิ้งไปหรือยังรักษาเอาไว้มากกว่า
เมื่อมองแล้ว ทั้ง 2 คู่นี้เหมือนกับ คู่เดียวกัน ที่เป็นตัวแทนของคนสมัยก่อน (ชาย-หญิง) และ อีกความรู้สึกหนึ่ง (ชาย-ชาย)ที่ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร ก็สามารถสื่อได้เหมือนกัน แต่เลือก ชาย-ชาย มาดีกว่าเพราะสร้างความแตกต่างในความรู้สึกเดิม ที่ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะ ชาย-หญิง ชาย-ชาย หรือ หญิง-หญิง ต่างฝ่ายก็มีความรักที่ดีด้วยกันทั้งนั้น

โอกาสครั้งที่สอง
เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้กำกับเองที่ต้องการมาสร้างหนัง ว่าด้วย โอกาสครั้งที่ 2
ที่บางคนอาจจะเคยเจอมัน บางคนอาจจะไม่เคยได้เจออีกเลย หรือ เมื่อเจอแล้วก็ยังรอคอยโอกาสครั้งที่ 3 ต่อไป
คำว่า โอกาส นั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนยินดีที่อยากได้มันกันทั้งนั้น โอกาสก็คล้ายกับความรัก ที่ทุกคนต่างก็ต้องการ
แต่อยู่ที่เราจะเลือกมันหรือว่าจะทิ้งมันไป บางคน ได้รับโอกาสในความรักมาก ที่มีคนมาชอบเยอะ แต่ตัวเองก็ไม่เลือกที่จะเอาอันไหน และ ทิ้งมันไป บางคนก็รอคอยโอกาสนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับโชค เพราะคนบางคนที่ความรัก/โอกาส มาบ่อยกลับไม่เลือกมันไม่ต้องการมัน บางคนที่ไม่เคยเห็นคำนั้นเลย กลับรอคอยด้วยใจจดจ่อ แต่บางอย่างที่เรารอคอยและให้ความสำคัญกับมันยิ่งจะทำให้สิ่งนั้นมีคุณค่ามากกว่า จะเข้ามาเยอะและไม่ใส่ใจเลยสักอย่าง

Moment In June
เรื่องราวในหนังเกิดขึ้นวันที่ 31 พฤษภาคม แต่หนังไม่ต้องการให้ชื่อว่า A moment in may เพราะ ช่วงเวลาที่หนังแสดงออกไปนั้นมันคือ moment in may อยู่แล้วแต่ moment in june คือ ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ที่ตัวหนังไม่ได้บอกว่าเป็นยังไง ช่วงเวลาที่อรัญญา ต้องอยู่คนเดียว ช่วงเวลาที่กรุงต้องเสียภรรยาไป ช่วงเวลาที่กรุงต้องเลี้ยงลูกคนเดียวช่วงเวลาที่ปกรณ์ต้องอยู่คนเดียว ช่วงเวลาที่พลหายไป มันเป็นช่วงเวลาที่เมื่อเราอยู่คนเดียวเราจะได้คิดไตร่ตรองถึงเรื่องที่ผ่านมา
ซึ่งอยู่ในช่วง June มากกว่า
นับเป็นหนังที่เน้นอารมณ์และได้อิทธิพลจาก In The mood for love อย่างเต็มขั้น ทั้งเพลงประกอบ โปรดักชั่นที่ภาพสวยสแนปช็อตไหนมาก็สวย เพลงย้อนยุค เกือบทุกอย่าง ทั้งที่เนื้อหาของเรื่องมีอยู่นิดเดียวแต่หนังดำเนินโดยใช้อารมณ์เป็นหลัก
หนังเลยค่อนข้างเนิบๆไปซักนิดบางฉาก
โดยรวมแล้ว หนังสร้างให้เราคิดอะไรเยอะแยะดี และ เพลงประกอบก็เพราะดี (ที่เป็นเพลงโปรดของพ่อทุกคน)
ฉากเต้นรำ ก็น่ารัก และการแสดงของนักแสดงทุกคนก็ถือว่าโอเค เหมือนกับเราดูหนังฝรั่งที่มีกลิ่นอายความเป็นไทยอยู่เลย

กลับมาสู่ช่วง Q&A ที่เป็นช่วงตอบคำถามกับผู้กำกับที่มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติชมอยู่
โดยส่วนใหญ่ชาวต่างชาติมักถามถึงช่วงต่างๆ เหตุผลที่เลือก ทุนรายได้ แต่คนไทยนั้น กลับชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนชัดๆ
ของชาติเราคือ ชาติเรายังไม่ยอมรับในเพศที่ 3 ในการตอบคำถามมีคนถามถึงเรื่องคู่เกย์อยู่มากที่ทำไมต้องเลือกใช้ความรักด้านนี้
ถ้าเป็นชายหรือหญิงจะไม่ปกติกว่าหรอ ทั้งๆที่จริง ความต้องการจริงๆของผู้กำกับคือ ไม่ว่าเพศใดก็ได้แต่ต้องการสิ่งที่แตกต่างมากกว่า
แต่คนไทยเรามักจะมองว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องไม่ปกติ และทำให้หนังดูมีจุดด้อยเพราะแค่เลือกใช้คู่เกย์
คนที่รักเพศเดียวกันส่วนใหญ่ หนังมักจะเสนอในแง่มุมที่ร้ายๆ เช่น รักกันไม่รอด เป็นเอดส์ตาย อีกฝ่ายต้องแต่งงานไป มีน้อยที่ความรักเพศเดียวกันจะสมหวัง แต่ทำไมคนไทยไม่มองถึงสิ่งดีๆที่ว่า ยังไงเขาก็อาจจะมีความรักมากกว่าต่างเพศกันก็ได้ เพราะการคบเพศเดียวกันนั้นมันมีปัญหาเป็นพื้นฐาน
อยู่เสมอจึงทำให้คนไทยปิดกั้นความคิดที่จะมองว่ารักเพศเดียวกัน เป็นสิ่งปกติ ซึ่งฝรั่งเขาไม่ได้ถามถึงเรื่องนั้นเลย
ฉันว่าคนไทยยังต้องพัฒนาความคิดอีกเยอะ!
กุมภาพันธ์หรอ โหย อีกนานเลย
#1 By มะโมนั้นโก้จริงๆ on 2008-11-01 19:31